UN ลงมติปกป้องสิทธิเสรีภาพออนไลน์

สหประชาชาติผ่านมติ “The promotion, protection and enjoyment of human rights on the Internet” ให้ประเทศสมาชิก “ส่งเสริมและปกป้องสิทธิเสรีภาพบนโลกออนไลน์” และประนามการกดขี่สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์ของประชาชนโดยรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้อำนาจ กำลัง และความรุนแรงโดยรัฐบาล มีความกังวลว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนบนโลกออนไลน์นั้นบางประเทศถูกปิด ส่วนบางประเทศประชาชนได้รับสิทธิไม่เท่าเทียม จึงมีการย้ำเตือนว่าจริงๆ แล้วหน้าที่ของรัฐบาลคือการส่งเสริมและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐบาลจึงควรทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อทำหน้าที่นี้ให้สำเร็จ และเรียกร้องให้ตระนักว่า “สิทธิเสรีภาพของประชาชน มีความเท่าเทียมกันทั้งบนออนไลน์และไม่ออนไลน์”

Recognizing that privacy online is important for the realization of the right to freedom of expression and to hold opinions without interference, and the right to freedom of peaceful assembly and association

มตินี้ถูกเสนอเข้าที่ประชุมโดยประเทศบราซิล ไนจีเรีย สวีเดน ตูนีเซีย ตุรกี และสหรัฐอเมริกา แต่มีประเทศลงนามร่วมเสนอมติอีกหลายประเทศ รวมกันแล้ว 50 กว่าประเทศ ที่น่าสนใจคือไม่มีประเทศจาก ASEAN แม้แต่ประเทศเดียวร่วมลงนามเสนอมตินี้ จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจอะไร รัฐบาลประเทศใน ASEAN รวมถึงประเทศไทยเอง มีประวัติและท่าทีต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะออลไลน์หรือไม่

Deeply concerned by all human rights violations and abuses committed against persons for exercising their human rights and fundamental freedoms on the Internet, and by the impunity for these violations and abuses,

Deeply concerned also by measures aiming to or that intentionally prevent or disrupt access to or dissemination of information online, in violation of international human rights law,

สองประเทศมหาอำนาจที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพออนไลน์ของประชาชน รัสเซียและจีน พยายามเสนอข้อแก้ไขให้กับมตินี้ แต่ถูกปฏิเสธ ทั้งคู่เสนอให้ลบข้อเสนอให้ประเทศสมาชิก “ใช้หลักสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน” ในการกระจายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้กับประชาชน” และยังเสนอให้ลบการอ้างอิงถึง Universal Declaration of Human Rights (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน) และ International Covenant on Civil and Political Rights (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง) ออกจากมตินี้อีกด้วย

Stressing the importance of applying a comprehensive human rights-based approach when providing and expanding access to the Internet and for the Internet to be open, accessible and nurtured by multi-stakeholder participation,

ผู้นำองค์กรสิทธิมนุษยชนเห็นด้วยกับมตินี้ นาย Thomas Huges ผู้อำนวยการ Article 19 มูลนิธิปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น บอกว่า “มตินี้เป็นการตอบสนองที่จำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการกดขี่สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นทั่วโลก” และเสริมด้วยว่า “เราได้เห็นการฆ่า blogger ที่เห็นต่าง โดยไม่มีบทลงโทษ เราได้เห็นการจับกุมผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาลผ่าน social media ทุกวันนี้หลายประเทศเสียสิทธิเสรีภาพขั้นพื่นฐานไป เพียงเพื่อแลกกับการให้ภาครัฐได้ควบคุมว่าประชาชนได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้างจากสื่อออนไลน์”

แน่นอนว่าตามปกติของมติสหประชาชาติลงมติโดยทั่วไป มตินี้ไม่มีข้อผู้มัดทางกฏหมาย ไม่สามารถไปบังคับใครได้ มตินี้เป็นเพียงการกดดันรัฐบาลที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สามารถหาอ่านมติเต็มได้ที่นี่

 

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0