การวมตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและรถยนต์

มีข่าวล่าสุดว่า Uber และ Fiat Chrysler กำลังพูดคุยเพื่อตกลงความร่วมมือในการพัฒนา self-driving car ซึ่งแหล่งข่าวบอกว่า Fiat Chrysler เป็นเพียงหนึ่งในบริษัทรถยนต์หลายบริษัทที่ Uber กำลังเจรจาอยู่ด้วย เพื่อหา partner เท่ากับว่ายังไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้มากนัก การเจรจาจะไปถึงไหนยังไม่มีใครบอกได้ ที่ชัดเจนคือ Uber กำลังต้องการหา partner ในการพัฒนา self-driving car เป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ลงเอยกับใครเป็นที่แน่นอน ที่แน่นอนคือ Uber จับมือร่วมธุรกิจกับ Toyota ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ เห็นได้ชัดว่า Uber พร้อมร่วมมือกับบริษัทรถยนต์เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปจากบริษัทที่แค่ให้บริการเรียกใช้รถรับจ้าง

Uber เป็นเพียงบริษัทเทคล่าสุดที่กำลังแสวงหาความร่วมมือกับบริษัทรถยนต์ คู่แข่ง Uber อย่าง Gett ได้รับเงินลงทุนจาก Volkswagen ถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,000 ล้านบาท) Lyft อีกหนึ่งคู่แข่งของ Uber ได้รับเงินลงทุนจาก General Motor ถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ! (ประมาณ 17,000 ล้านบาท) นี่ยังไม่รวมถึงบริษัทรถยนต์ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ด้วยตัวเองอย่าง Daimler, BMW, Mercedes, และ Toyota

 

 

แน่นอนว่าบริษัทรถยนต์ตระหนักดีถึงทิศทางของตลาด ตอนนี้ทุกเจ้ามีเทคโนโลยี smart car หมดแล้ว มีระบบช่วยเหลือในทุกเรื่องตั้งแต่ความบันเทิง การบอกเส้นทาง รายงานจราจร กันชน จอดรถ ถอยรถ และอื่นๆ อีกมากมาย หลายๆ เจ้าเองก็เริ่มผลิต ไม่ก็กำลังพัฒนารถยนต์พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เห็นกันทั่วไปอย่างของ Tesla หรือที่กำลังจะเปิดตัว พลังงานไฮโดรเจนของ Toyota และแน่นอน อย่างที่ได้กล่าวถึงไว้แล้ว หลายเจ้าก็กำลังพัฒนา self-driving car

ถามว่าทำไมเราถึงได้เห็นบริษัทรถยนต์จับมือ หรือลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก? บริษัทรถยนต์เริ่มเห็นแววแล้วว่าทิศทางของตลาดกำลังจะต้องแข่งขันกันที่เทคโนโลยี ที่ผ่านมาบริษัทรถยนต์แข่งกันที่ hardware เกือบจะ 100% เพราะคนขับคือ software ของการขับรถ แต่ในอนาคตผู้ผลิตต้องพัฒนา software มาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในวันนี้สำหรับการพัฒนา ระบบความบันเทิงบนรถ และระบบช่วยเหลือผู้ขับ ทั้งสองอย่างบริษัทเทคโนโลยีทำอยู่แล้ว และแน่นอนสำหรับอนาคตโดยเฉพาะสำหรับรถ self-driving car ซึ่ง software จะมีค่ามากกว่าตัว hardware ซะอีก บริษัทรถยนต์จำเป็นต้องร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีเพื่อแข่งขันในวันนี้ และลงทุนเพื่อที่จะไม่กลายมาเป็นเพียงผู้ผลิต hardware ให้กับบริษัท software รถยนต์ในอนาคต พวกเขาเองต้องการเป็นเจ้าของ software ด้วย

สำหรับตัวบริษัทเทคโนโลยีเอง ก็ย่อมต้องมองเห็นว่ารถยนต์คืออุตสาหกรรมที่น่าเข้าไปเล่นมาก เพราะมีมูลค่าสูง ดูได้จากมูลค่าตลาดของ Uber และเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลพอดี ทำให้ยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ยุคดิจิตอล เปิดช่องหว่างให้ใครก็ได้ขึ้นมาครองตลาดใหม่ที่กำลังจะเกิดนี้ แต่การเข้าไปแข่งในตลาดรถยนต์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บริษัทเทคโนโลยีไม่มีความสามารถในการเข้าไปแข่งขัน โดยเฉพาะในเรื่อง supply chain เพราะไม่เคยผลิต hardware ที่ยุ่งยากเท่าการประกอบรถยนต์ การร่วมมือกันของสองอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจเลย เพราะลงตัวเข้ากันได้ดี

มีบริษัทที่แตกต่างคือ Google และ Apple เพราะทั้งสองบริษัทเทคโนโลยีนี้หันมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ด้วยตัวเอง สำหรับ Google พัฒนา self-driving car มาซักพักแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีว่าพร้อมจะออกสู่ตลาด ถึงยังไงในตอนนี้ software ของ Google ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ คือมาทั้งสองทาง สำหรับ Apple ยังเงียบอยู่ ทุกคนค่อนข้างมั่นใจว่า Apple กำลังพัฒนารถยนต์ของตัวเอง แต่ยังไม่มีข้อมูลหลุดออกมาเท่าไรเลย มีเพียง Apple กำลังลงทุนซื้อตัววิศวกรจากอุตสาหกรรมรถยนต์จำนวนมาก จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรเพราะ Apple ชอบผลิตสินค้าที่เป็น brand ของตัวเองมากกว่า บริษัทกำลังต้องการสินค้าใหม่เข้ามาปลุกบริษัทให้สมเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และ Apple เองมีจุดเด่นเรื่อง supply chain อยู่แล้วด้วย

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0