OMG! จริงหรือนี่ที่เขาว่า Single Gateway จะกลับมา!

1 ปีที่ผ่านมา หากถามว่าคนไทยส่ายหน้าให้กับเรื่องใดบ้าง หนึ่งในนั้นไม่พ้นเรื่องของ Single Gateway ที่รัฐบาลเคยมีแนวคิดว่าจะนำมาใช้ แต่ก็ต้องพบกับกระแสต่อต้านจากหลายๆ ฝ่าย ตั้งแต่สื่อไปจนถึงนักวิชาการ จนถึงขนาด Change.org เปิดแคมเปญรวบรวมรายชื่อเพื่อขอให้ยุติแนวคิดดังกล่าว ซึ่งในที่สุดก็เงียบหายไป จนคิดว่าเรื่องนี้น่าจะถูกพับเก็บเข้ากรุไปแล้ว แต่ ก็มีเหตุให้คนไทยได้ตกใจขึ้นมาอีก เมื่อฝ่ายกฎหมายจาก 2 operator มือถือ DTAC และ True เปิดเผยว่า Single Gateway กำลังจะกลับมา

เว็บไซต์ iLaw รายงานถึงเรื่องดังกล่าวว่า ในงานเสวนา “ชีวิตออนไลน์ ไปทางไหนดี?” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ฝ่ายกฎหมายของ DTAC และ True ได้กล่าวถึง ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ สนช. ว่า เป็นการกลับมาในรูปแบบใหม่ของ Single Gateway

อัครวิทย์ จงสวัสดิ์วรกุล ฝ่ายกฎหมายของDTAC กล่าวถึง ปัญหาของมาตรา 15 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบัน ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดในเนื้อหาที่ผิดกฎหมายว่า การส่งรับข้อมูลต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือในทุกวันนี้ ทำให้บริษัทมือถือกลายเป็นผู้ให้บริการ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 จึงมีผลกระทบมาถึงบริษัทโทรศัพท์มือถือ และบริษัทต้องมีความรับผิดต่อเนื้อหาไปด้วย โดยไม่มีการแยกประเภทว่า ผู้ให้บริการมีกี่แบบ โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือนั้น ทำหน้าที่คล้าย “ท่อ” ที่ลำเลียงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริการะบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ให้บริการที่ทำหน้าที่เป็นท่อไม่ต้องรับผิดร่วมกับผู้ใช้บริการที่ไปละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่นบนอินเทอร์เน็ต กฎหมายของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ก็กำหนดไว้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ มาตรา 15 ในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของไทย กำหนดบทลงโทษให้ผู้ให้บริการต้องรับโทษเท่ากับผู้โพสต์ข้อความที่ผิดกฎหมายเอง

การที่กฎหมายเขียนไว้เช่นนี้ ทำให้บริษัทบริษัทผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ต้องวางมาตรการตั้งรับเพื่อไม่ให้ตัวเองมีความผิดไปด้วย เช่น ต้องจัดทีมคอยตรวจสอบ ต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง แทนที่จะเอาเงินไปลงทุนกับการพัฒนางานบริการและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างระบบ 5G ได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือนให้ผู้ให้บริการปิดกั้นเนื้อหาจะไปขัดแย้งกับขั้นตอนบล็อคเว็บไซต์ ตามมาตรา 20 ซึ่งเดิมกำหนดให้การบล็อคเว็บไซต์ต้องขอคำสั่งจากศาลเสมอ การที่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 กำหนดให้มีขั้นตอนแจ้งเตือนมายังผู้ให้บริการก่อนเช่นนี้ ก็จะเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องการปิดเว็บไซต์ สามารถใช้ช่องทางนี้แจ้งให้ผู้ให้บริการปิดกั้นเนื้อหาได้ โดยไม่ต้องขอคำสั่งศาลตามมาตรา 20 อีกด้วย

ด้าน  ศุภสรณ์ โหรชัยยะ ฝ่ายกฎหมายของ True กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเว็บไซต์ผิดกฎหมายก็จะประสานงานมายังผู้ให้บริการเพื่อให้ปิดกั้นเนื้อหาอยู่แล้ว ซึ่งขั้นตอนแบบนี้ยังไม่มีกฎหมายรับรอง จึงนำไปสู่ข้อเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับใหม่ ที่จะกำหนดให้มีขั้นตอนการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ เมื่อมีการกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือนก็อาจช่วยพิสูจน์ได้ว่า ผู้ให้บริการรายใดจงใจสนับสนุนข้อความผิดกฎหมายจริงหรือไม่ ปัจจุบันเมื่อพูดถึงความรับผิดของผู้ให้บริการ ทุกคนอาจนึกถึงผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ เช่น True AISซึ่งหากดูคำนิยามตามกฎหมายแล้วไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะคำนิยามของ “ผู้ให้บริการ” รวมถึงทุกคนด้วย หากที่บ้านมีไวไฟและไม่ได้ใส่พาสเวิร์ด เมื่อมีคนอื่นมาใช้ไวไฟของเราโพสต์สิ่งผิดกฎหมายก็จะปรากฏว่า เป็นการโพสต์มาจากบ้านของเรา และเราอาจจะต้องมีความรับผิดตามกฎหมายไปด้วย โดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นผู้ให้บริการด้วย

ทุกวันนี้อำนาจพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 20 กำหนดให้ศาลสั่งบล็อคเว็บไซต์ที่ขัดต่อความมั่นคงหรือศีลธรรมอันดีได้ แต่ความจริงการบล็อคเว็บไซต์ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเด็นเหล่านี้ ยังมีเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ การพนันออนไลน์ ซึ่งตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ได้ให้อำนาจในการบล็อคเนื้อหาเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ยังพยายามปิดเว็บไซต์เหล่านี้อยู่ทุกวัน และเมื่อยื่นคำร้องไปศาลก็ออกคำสั่งอนุญาตให้ปิดได้ เราเป็นผู้ให้บริการเมื่อมีคำสั่งศาลมาเราก็ต้องทำตาม เราเคยโต้แย้งในชั้นศาลโดยการขอร้องสอดเข้าไป แต่ศาลบอกว่าเราไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียด้วย

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบัน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตั้งแต่การขอข้อมูลจากผู้ให้บริการ การเรียกมาสอบถาม ไปจนถึงการยึดหรืออายัด server ที่ผ่านมาบริษัท True ไม่เคยยอมให้เจ้าหน้าที่มาเข้าถึง server ได้เพราะจะกระทบลูกค้าหลายแสนคน แต่ก็ไม่ใช่ผู้ให้บริการทุกรายจะมีนักกฎหมายคอยดูแลเรื่องนี้และจะต่อรองกับเจ้าหน้าที่ได้ทุกครั้ง หลายรายก็ถูกอุ้ม server ไปจนต้องปิดกิจการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ควรใช้วิธีคัดลอกข้อมูลไปตรวจสอบหรือที่เรียกว่า forensic แต่ทางปฏิบัติตำรวจไม่ทำเพราะไม่อยากเก็บข้อมูลจำนวนมากของบริษัท และเมื่อเก็บข้อมูลไปแล้วก็จะมีการะในการวิเคราะห์ข้อมูล

การบล็อคเว็บไซต์ที่เข้ารหัสก็ไม่สามารถบล็อคเนื้อหาเพียงบางส่วนได้ หากมีเนื้อหาบางส่วนผิดกฎหมายต้องใช้วิธีบล็อคทั้งเว็บไซต์ เช่น ถ้าอยากจะบล็อคเฟซบุ๊คของ A คนเดียว ไม่สามารถทำได้ สิ่งที่ทำได้คือ ต้องบล็อคเฟซบุ๊คทั้งหมด และนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า Single Gateway ที่รัฐบาลเคยพยามผลักดันนั้นไม่ได้ถูกล้มเลิกไป แต่จะกลับมาในรูปแบบใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://ilaw.or.th/node/4312

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: http://i.imgur.com/bDEkqly.jpg

 

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0