การผูกขาดจะไม่นำไปสู่ Digital Economy

กรมการขนส่งทางบกสั่งให้ Grab Bike และ Uber Moto ปิดการให้บริการ โดยให้เหตุผลว่า “มีพฤติกรรมแย่งผู้โดยสารจากวินจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้อง สร้างความไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายและเข้าสู่ ระบบการจัดระเบียบของ คสช”

แทนที่จะสั่งให้ Grab Bike และ Uber Moto ยุติลง ควรออกกฏระเบียบที่ช่วยให้เขาให้บริการได้ และรักษาคุณภาพเอาไว้ บังคับให้มีการตรวจสภาพรถ บังคับให้มีการตรวจภูมิหลังของผู้มาสมัครขับ บังคับให้บริษัททำประกัน เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพการให้บริการ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ทำแบบนี้แล้วบริการใหม่ๆ ก็จะสามารถเกิดขึ้นมาได้ ซึ่งบริษัทพวกนี้ได้แสดงความพร้อมในการพัฒนาตัวเองในเรื่องทั้งหมดนี้อยู่แล้ว เพราะในทุกๆ ตลาดที่เขาเข้าไปทำเขาต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพเสมอ

ที่ทำให้หลายคนมองว่าการสั่งยุติเป็นเรื่องการเมืองก็เพราะว่าทางสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทยเปิดตัว GoBike ซึ่งทำงานเหมือนกับ Grab Bike และ Uber Moto ทุกอย่าง ต่างกันเพียงแค่บริการนี้ถูกกฏหมาย เพราะพัฒนาโดยสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และผู้ให้บริการเป็นวินมอเตอร์ไซต์ที่ได้จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก

ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการที่มีบริษัทที่เติบโตด้วยการผูกขาด

เป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าภาครัฐไทยต้องการให้มีการผูกขาดในตลาดนี้ แต่ไม่เคยสามารถอธิบายได้ว่าการผูกขาดนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างไร จริงอยู่ที่ว่ามี GoBike ดีกว่าไม่มี แต่ถ้าจะให้ดีควรให้ GoBike ออกไปแข่งกับผู้ให้บริการอื่นๆ แล้วให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสิน เพราะการแข่งขัน “เพื่อแย่งลูกค้า” กันนี่ล่ะ จะเป็นตัวกระตุ้นให้การให้บริการดีขึ้น

ลองนึกว่าถ้า GoBike ยังได้ผูกขาดตลอดไป เพราะไม่มีการแข่งขันจึงไม่มีการพัฒนามากเท่าที่ควร จริงอยู่ที่ GoBike อาจจะได้โตจนบางคนภูมิใจ แต่การเติบโตภายใต้การผูกขาดไม่ได้แปลว่า GoBike นั้นให้บริการที่ดี แต่แค่เป็นทางเลือกเดียวในตลาด แล้วทำไมประชาชนต้องเสียประโยชน์จากการไม่ได้ใช้บริการที่ดีกว่า? ถ้า GoBike ดีจริงๆ จะไปกลัวการแข่งขันทำไม เพราะผู้บริโภคก็ต้องเลือกใช้อยู่แล้วถ้าดีจริง อย่าลืมว่าก่อน Grab จะขึ้นมาเป็น app เรียกรถแทกซี่อันดับ 1 ในไทยเขาก็ต้องแข่งกับ Easy Taxi จนชนะ Uber เองก็ต้องแข่งกับ Lyft เขาไม่ได้ต้องผูกขาด เขาชนะด้วยการให้บริการที่ผู้บริโภคพอใจมากที่สุด GoBike ควรทำเช่นกัน

แต่ก็มีอยู่อีกมุมมองของกลุ่มคนที่มองเห็นประโยชน์ของการผูกขาด นั้นก็คือกลุ่มคนที่เชื่อใน โมเดลแบบจีน (China Model) คือเชื่อว่าการผูกขาดเป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่ผูกขาด ผู้ให้บริการในประเทศจะไม่สามารถแข่งกับผู้ให้บริการต่างประเทศได้ ให้กันผู้ให้บริการต่างประเทศออกไป สนับสนุนผู้ให้บริการในประเทศด้วยการใช้ระบบสัมปทานผูกขาดไปเลย คือใช้อำนาจรัฐสร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ขึ้นมาใหม่ และพอโตค่อยออกไปแข่งในตลาดโลก จะได้มีบริษัทระดับโลกจากไทยบ้าง อย่างที่จีนมี Tencent หรือ Baidu

การผูกขาดเป็นประโยชน์ต่อนายทุนที่ได้ผูกขาด เพราะถ้าสำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเพราะยังไงก็ไม่มีคู่แข่งอยู่แล้ว เป็นเสือนอนกิน

โดยคนพวกนี้ส่วนมากมองว่าปัญหาคือการไปผูกขาดให้กับคนไม่เก่ง เราต้องหาคนที่เก่งซะก่อน ผูกขาดให้กับเขา และให้เขาทำให้โต แต่ผู้เขียนอยากจะขอแย้งว่าต่อให้เรามีคนเก่งๆ พวกนี้ การผูกขาดให้กับพวกเขาก็จะยังคงเป็นทางเลือกที่ผิดสำหรับประเทศไทยอยู่ดี

ก่อนอื่นไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าการผูกขาดจะทำให้บริษัทที่ได้สัมปทานไปนั้นเติบโต ไม่งั้นการบินไทย TOT CAT รฟท. คงยิ่งใหญ่ไปนานแล้ว ตัวอย่างของการบินไทย ทำไมถึงไม่ยิงใหญ่อย่าง Singapore Airline ทั้งๆ ที่อยู่ในฐานะสายการบินที่ได้ผู้ขาดในหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่หลายปี ซึ่งในตลาดเทคส่วนมากเขาแข่งกันระดับโลก เราจะเอาบริษัทผูกขาดในตลาดเล็กของเรา ซึ่งไม่เคยรู้จักกับการแข่งขันจริงๆ ไปแข่งในตลาดโลกได้ยังไง ในโมเดลจีนเขาอาศัยลูกค้าจำนวนเป็นร้อยๆ ล้านในการระดมทุนเพื่อบุกตลาดโลก บริษัทที่ผูกขาดในบ้านเรามีฐานลูกค้าเริ่มต้นแค่ระดับสิบล้านเป็นอย่างมาก มันคนละเรื่องกันเลย

การผูกขาดเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐที่ต้องการอำนาจในการควบคุม

ต่อให้เติบโตได้จริงประโยชน์ที่ได้จากการมีบริษัทที่เติบโตด้วยการผูกขาดคืออะไร? อาจจะมีความภาคฺภูมิใจที่เราได้เห็นแบรนด์ไทยไประดับโลก แต่ข้อเสียคืออะไร? เมื่อบริษัทเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก ประชาชนได้อะไร? ตอนที่ Tencent ไปซื้อ Riot Games ของอเมริกามา ประชาชนจีนได้อะไร? สำนักงานใหญ่ก็ยังอยู่ในอเมริกา งานก็ยังอยู่ในอเมริกา ที่ได้คือผู้ถือหุ้น Tencent หรือนายทุนนั้นเอง และ Baidu โตไปเอาชนะ Google ได้ไหม? Weibo ชนะ Twitter ได้ไหม? และโอกาสที่เสียไปของประชาชนคืออะไร? อย่าง Weibo เองก็ถูกควบคุมด้วยรัฐ ประชาชนไม่มีทางทางเลือกอื่นเลยถ้าอยากมีความเป็นส่วนตัว เหมือนอย่างเวลาเราใช้ Line หรือ Facebook ถ้าให้มีการผูกขาด ห้ามใช้ social media ต่างประเทศ ให้ผลิต social media ของคนไทย ใช้กันเองในประเทศเท่านั้นก็จะมีการควบคุมโดยรัฐเป็นแน่นอน ประโยชน์ทางความเป็นส่วนตัวของประชาชนก็หายไป ไม่นับประโยชน์ที่หายไปจากการไม่สามารถติดต่อเข้าถึงคนทั่วโลกได้อย่างที่เป็นบน social media ในทุกวันนี้

การควบคุมโดยรัฐเป็นผลกระทบจากการผูกขาด

ประเทศที่เขาไม่สามารถพึ่งพาได้แค่ตลาดท้องถิ่นเพื่อการเติบโตเขาจะมีมุมมองในการแข่งขันที่ชัดเจนกว่านี้มาก สิงค์โปร์เป็นประเทศที่มีการผูกขาดน้อยมาก จะว่าไปมีการแข่งขันในตลาดที่เสรีกว่าประเทศในตะวันตกซะอีก เราไม่เคยได้ยินข่าวนะครับว่ารัฐบาลเขาจะผูกขาดให้บริษัทไหน ให้โตในประเทศก่อน แล้วค่อยออกไปแข่งในตลาดโลก เขาเปิดประเทศให้ทั่วโลกเขามาแข่งในประเทศเขาได้เต็มที่ และบริษัทจากสิงค์โปร์เองก็ออกไปบุกตลาดโลกอย่างเต็มที่เช่นกัน ทำไม Garena ที่เกิดในประเทศเล็กๆ ตอนนี้ครอบครองตลาดเกม PC ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วล่ะครับ? Garena เขาแข่งขันจนขึ้นมาครองตลาด แต่ถ้าใครอยากแย่งตลาดจากเขา ก็ไปแข่งเอาเอง ไม่ว่าใครชนะ หรือจะแบ่งตลาดกันยังไง ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์

สรุปแล้วนอกจากความภาคภูมิใจในระดับหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรนักเลยจากการที่มีบริษัทที่เติบโตด้วยการผูกขาด ในขณะที่ต้องแลกด้วยการเสียประโยชน์จากการไม่ได้ใช้บริการที่ดีกว่า แต่ที่แน่ๆ การผูกขาดเป็นประโยชน์ต่อนายทุนที่ได้ผูกขาด เพราะถ้าสำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเพราะยังไงก็ไม่มีคู่แข่งอยู่แล้ว เป็นเสือนอนกิน กินนอนสบายๆ เลย และการผูกขาดเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐที่ต้องการอำนาจในการควบคุม เพราะนายทุนที่อยู่ได้ด้วยการผูกขาดก็จะสนับสนุนภาครัฐที่ช่วยให้ตัวเองได้ผูกขาด แม้ต้องยอมให้ภาครัฐควบคุมกิจการของตัวเองได้อย่างที่รัฐบาลจีนคุม social media ในประเทศของพวกเขาก็ตาม

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0