5 ไฮไลท์ นโยบายเทค ของ Donald Trump

เทคโนโลยีไม่ใช่จุดเด่นของ Donald Trump ถึงแม้ว่าเขาอาจจะเป็นนักการเมืองที่เล่น Twitter มากที่สุด จนถึงขั้นถูกทีมงานสั่งให้เลิกเล่นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพราะ Tweet ออกมาแต่ละอย่างนี่โดนด่าเป็นวันๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะ Trump เคยสารภาพกับ Anderson Copper นักข่าวจาก CNN ว่าวิธีที่เขา Tweet คือตะโกนออกไปให้ทีมงานเป็นคนเขียน ตลกดี

แต่การที่เขากำลังจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ความคิดเรื่องเทคโนโลยีของเขาจะมีความสำคัญมาก จึงควรเข้าใจก่อนว่าเขาเคยคิดอะไร เคยพูดอะไรไว้ จะได้เตรียมตัวถูก

1. ต้องการนำการผลิตสินค้าเทคโนโลยีกลับมาในประเทศ

Donald Trump ไม่พอใจที่บริษัทอเมริกันหลายๆ บริษัทย้ายฐานการผลิตไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ประเทศไทยเองก็ได้รับผลประโยชน์เช่นกัน แต่แน่นอนว่าจีนคือฐานผลิตที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งบริษัทที่ Donald Trump โจมตีหนักที่สุดคือ Apple เพราะเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผลิตสินค้าเกือบทั้งหมดนอกสหรัฐอเมริกา Donald Trump เคยถึงขึ้นบอกว่าจะ “บังคับ” ให้ Apple ต้องนำการผลิตกลับมา แต่จะทำอย่างไรนั้นไม่ชัดเจน เคยมีข้อเสนอเพียงให้ทำการ boycott Apple เพื่อบีบให้ทำตาม หรือไม่ก็เพิ่มภาษีนิติบุคคลทุกบริษัทที่ทำการผลิตนอกประเทศ

2. ไมเชื่อในภาวะโลกร้อน

จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นในการเมืองประเทศอื่นเลย แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องโลกร้อนยังคงหาข้อตกลงไม่ได้ Donald Trump เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง หรือมนุษย์เป็นคนทำ เขาเคย tweet ว่า “ภาวะโลกร้อนเป็นคำโกหกที่ถูกคิดขึ้นมาโดยคนจีนเพื่อทำให้ภาคอุตสาหกรรมอเมริกาอ่อนแอลง”

 

 

การที่เขาไม่เชื่อในภาวะโลกร้อนจะทำให้เขามีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา? เขาจะยังสนับสนุนให้พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ไหม หรือว่าผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล (น้ำมันและแก๊ส) ต่อไป? เขาจะสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Tesla ไหม หรือว่าจะให้ใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลักต่อไป? อย่างน้อยๆ เขาก็เคยบอกว่าเขาสนับสนุน “อากาศสะอาด”

3. ต้องการให้ NASA ทำแต่เรื่องใหญ่ๆ

อันนี้อาจจะเป็นข้อที่มีคนสนับสนุนมากที่สุด ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณและความสามารถขององค์กร NASA ทำงานหลายเรื่องเกี่ยวกับอวกาศรอบโลก แต่โปรเจกต์สำหรับออกไปสู่อวกาศอันแสนไกลนั้นยังถูกจำกัดไว้อยู่ Donald Trump ต้องการให้ NANA ทำงานใกล้ๆ โลกน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ NASA ใช้เทคโนโลยีเก็บหลักฐานเรื่องภาวะโลกร้อนได้ชัดเจนมาก และให้ทำเรื่องที่ใหญ่ขึ้น คือออกไปให้ไกลขึ้นอีก

อันนี้จริงๆ จะว่าไปก็ไม่แปลกเพราะแบรนด์ของ Donald Trump คือทำอะไรต้องทำให้มันใหญ่ๆ ไปเลยอย่าทำเรื่องเล็กๆ มีหลายคนที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เพราะหลายคนก็อยากให้ NASA มีโปรเจกต์ที่ออกไปสู่อวกาศอันแสนไกลมากขึ้น เขาเชื่อว่าในระยะยาวความรู้ที่ได้รับจากการทำเรื่องพวกนี้จะส่งผลดีต่อเทคโนโลยีบนโลก และที่สำคัญมากๆ คนพวกนี้เชื่อว่าการท่องอวกาศจะนำความหลงไหลในเทคโนโลยีกลับมาสู่อเมริกา อย่างที่เคยเป็นในยุคสงครามเย็นที่เคยต้องมีการแข่งขันกับสหภาพโซเวียต ซึ่งจะผลักดันให้คนรุ่นใหม่หันมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ

4. ไม่ชอบ Net Neutrality

Net Neutrality คือกฏระเบียบจาก FCC (กสทช. ของอเมริกา) ที่กันไม่ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้บริการที่แตกต่างกับผู้ผลิต content แต่ละคน นั้นหมายถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไม่สามารถลดหรือเพิ่มความเร็วของผู้ผลิต content ได้ ไม่สามารถออกแพคเกจพิเศษสำหรับผู้ผลิต content ได้ อย่างเช่นความเร็วเน็ตธรรมดา แต่ถ้าจ่ายเพิ่มได้ดู youtube ในความเร็วสูงขึ้น 5 เท่า แบบนี้ไม่ได้ ทุกๆ คนต้องได้รับบริการอย่างเท่าเทียมกัน

5. จะเน้นเรื่อง cyber-security

ไม่น่าแปลกใจที่ Donald Trump เน้นเรื่องนี้ เพราะปัญหาเรื่อง email ของ Hilary Clinton ทำให้ Donald Trump มีโอกาสสร้างภาพได้ดีกว่า คือโจมตี Hilary ทุกวันเรื่อง email แล้วก็บอกว่าถ้าเป็นผมจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ปัญหามีอยู่ว่า Donald Trump เองดูไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไร ตอนที่ถูกถามเรื่องนี้เขาให้คำตอบไว้ยาวพอสมควร แต่ผู้เขียนยอมรับว่าฟังแล้ว กลับมาอ่านอีกรอบ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ใช่แค่ผู้เขียนคนเดียว คนอื่นที่เขาฟังๆ อยู่ก็งงกันไปตามๆ กัน ทำให้ Donald Trump ดูเป็นคนไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ

แต่อย่างน้อยๆ บนเว็บไซต์ของเขา่ก็มีความชัดเจนมากขึ้น น่าเสียดายที่แม้แต่บนนั้นก็ไม่มีการระบุนโยบายอะไรที่ชัดเจน เป็นชิ้นเป็นอัน แต่อย่างน้อยก็อ่านแล้วเข้าใจ Donald Trump สัญญาว่าจะทำการตรวจสอบความพร้อมทั้งหมดของรัฐบาล และตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาเพื่อจัดการกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ รายละเอียดไม่ได้มีมากกว่านั้นนัก

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: flickr โดย Gage Skld

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0