แนวโน้มไอโอที จากบิสิเนสอินไซเดอร์ เมอร์คาตัส และ วีฟอรั่ม

บิสิเนสอินไซเดอร์ เสนอแนวโน้มไอโอที 5 ประการดังต่อไปนี้คือ  1) ถึง พ.ศ. 2563 จะมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จำนวน 34 พันล้านชิ้น โดยเพิ่มจากที่มีใน พ.ศ. 2558 จำนวน 10 พันล้านชิ้น ทั้งนี้ใน 34 พันล้านชิ้นนั้น ประกอบด้วยอุปกรณ์ไอโอที 24 พันล้านชิ้น และ ที่เหลือ 10 พันล้านชิ้น เป็นโทรศัพท์อัจฉริยะ  แท็บเล็ต  และ นาฬิกาอัจฉริยะ เป็นต้น  2)  ภายใน 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2564 การใช้จ่ายเงินด้านไอโอทีจะมีมูลค่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 3) ภาคธุรกิจ (Business) จะมีการใช้ไอโอที มากกว่าภาคอื่น ๆ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์ 3  ประการคือ (1) ลดต้นทุนการดำเนินการ  (2) เพิ่มผลผลิต   (3) ขยายตลาด หรือ พัฒนา ผลิตภัณฑ์ ใหม่ 4) ภาครัฐบาล (Governent) จะใช้ไอโอทีเป็นอันดับสองรองจากภาคธุรกิจ โดยภาครัฐบาลเน้น  (1) การเพิ่มผลผลิต   (2) ลดค่าใช้จ่าย   (3) ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน 5) ภาคผู้บริโภค (Consumer) จะใช้ไอโอทีน้อยกว่าภาครัฐบาล และภาคธุรกิจ

ส่วนเมอร์คาตัส เสนอแนวโน้มไอโอที 19 ประการ  สรุปได้ดังต่อไปนี้  1) จะมีการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อไอโอทีเป็นพันล้านชิ้น  2) ก่อให้เกิดตำแหน่งงานเป็นล้านตำแหน่ง 3) ก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและลดค่าใช้จ่ายได้เป็นล้านล้านเหรียญสหรัฐ 4) จำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อไอโอทีทั่วโลกจะเพิ่มจาก 10 พันล้านชิ้น ในพ.ศ. 2556 เป็น 19 – 40 พันล้านชิ้นใน พ.ศ. 2562   5) การใช้ไอโอทีจะลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลผลิตภายใน 10 ปีต่อไป คิดเป็น 1.1 – 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในด้านการดูแลสุขภาพคิดเป็น 2.3 – 11.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในด้านการผลิตคิดเป็น  500 – 757 พันล้านเหรียญสหรัฐในด้านพลังงาน 6) ผลกระทบในทางบวกของการใช้ไอโอทีทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 2.7 – 14.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 7) อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) จะมีการเจริญเติบโตและมีผลกระทบมากที่สุดในด้านไอโอที 8) การผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน จะมีการปรับปรุงมากที่สุดแต่การใช้ไอโอทีโดยผู้บริโภคจะเป็นข่าวที่ดังกว่า  9) รัฐบาลจะใช้ไอโอทีในด้านการจัดการจราจร การจัดการของเสีย การจัดการ และ การจัดบริการตำรวจให้เป็นที่พอใจของประชาชนมากขึ้น  10) การใช้ไอโอทีในการลดค่าใช้จ่ายด้านการผลิตจะมีมูลค่าเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐในทศวรรษต่อไป  11) จะมีการติดตั้งมาตร (Meter) อาทิ มาตรวัดน้ำ และมาตรวัดไฟฟ้า เป็นต้น ทั่วโลกเป็นจำนวนเป็นพันล้านมาตร ภายในพ.ศ. 2565  12) จะมีการติดตั้งหลอดไฟฟ้าแสงสว่างเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เป็นจำนวน 100 ล้านดวง ภายใน พ.ศ. 2563  13) จำนวนอุปกรณ์สวมใส่จะเพิ่มจาก 14.04 ล้านชิ้น ในพ.ศ. 2558 เป็น 162.8 ล้านชิ้น ในพ.ศ. 2563   14) นาฬิกาอัจฉริยะ จะขายได้ 503.1 ล้านเรือน ระหว่าง พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2562   15) สายรัดข้อมือ (Wristband) สำหรับวัดกิจกรรมทางสุขภาพจะมีการขายประมาณ 168.9 ล้านชิ้น และ อุปกรณ์สวมใส่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 58.54 ล้านชิ้น ระหว่าง พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2562   16) โรงพยาบาลจะสามารถลดต้นทุนจากการตรวจวัดอาการ และกิจกรรมคนไข้ และการจัดการด้านยารักษาโรคคิดได้เป็นเงินจำนวนมาก  17) การใช้นครอัจฉริยะ (Smart City) จะช่วยให้ผู้บริหารนครสามารถปรับปรุงบริการและลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก  18) จะมีการใช้ไอโอทีเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในด้านการเกษตร การรักษาความปลอดภัย พลังงาน การค้าปลีก และอื่น ๆ คิดเป็นเงินเป็นล้านล้านเหรียญสหรัฐ  19) มหาวิทยาลัยจอร์จเมซัน คาดการณ์ว่าไอโอทีจะก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ระหว่าง พ.ศ. 2557  ถึง พ.ศ. 2562 เป็นเงิน 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนวีฟอรั่มเสนอแนวโน้มไอโอที 5 ประการ  สรุปได้ดังต่อไปนี้  1) “ความปลอดภัยของสรรพสิ่ง (Security of Things)” จะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด  2) จะมีความสนใจน้อยลงในการนับจำนวนสิ่งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแต่จะสนใจใน “ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Success Metrics)” ทั้งนี้ถึง พ.ศ. 2563 อาจจะมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 20 ถึง  50 พันล้านชิ้น แต่ผู้คนจะสนใจบริการ (Service) มากกว่าจำนวนสิ่งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และจะสนใจตัวเลขที่วัดได้ เช่น การลดค่าใช้จ่ายคิดเป็นจำนวนเงิน และ การเพิ่มมูลค่าคิดเป็นจำนวนเงิน เป็นต้น  3) รถยนต์ใหม่จะมีจำนวนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าจำนวนที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เมื่อ พ.ศ. 2558 “จีเอ็ม (GM = General Motors) ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2558 ว่ารถจากจีเอ็มที่ขายในสหรัฐได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว เชื่อกันว่าในปี พ.ศ. 2559 รถใหม่ในโลกจำนวนมากจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในที่สุด                 4) เครือข่ายไร้สายพลังงานต่ำ (LPWAN = Low-Power Wireless Area Network) จะยังไม่เป็นเครือข่ายส่วนมากที่ใช้ในโลก ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2559 จะมีการร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาเครือข่ายดังกล่าว  5) ตลาดไอโอทีจะมีการจัดกลุ่มกันมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อ พ.ศ. 2558 ไอโอทีเริ่มเป็นที่ยอมรับและบริษัทต่าง ๆ พยายามจะให้ชื่อบริษัทของตนเป็นชื่อบริการไอโอที แต่ต่อไปแต่ละบริษัทจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าบริษัทใดเชี่ยวชาญด้านใดของไอโอที อาทิ เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ไอโอที หรือ การจัดการบริการไอโอที เป็นต้น

ท่านผู้ใดสนใจแนวโน้มไอโอทีจากแหล่งอื่นๆ นอกจากที่กล่าวถึง 3 แหล่งข้างบนนี้แล้ว จะค้นหาจาก  กูเกิลเอง หรือจะส่งอีเมล์มาถามผมที่ Charmonman@gmail.com ก็ได้ครับ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: pixabay โดย Cz_Miki

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0