การสั่งยุติ Grab Bike และ Uber Moto คือการไม่ยอมรับ Digital Economy

กรมการขนส่งทางบกสั่งให้ Grab Bike และ Uber Moto ยุติการให้บริการเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากเคยสั่งไปแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังคงเปิดให้บริการต่อไป ยังมีการรับสมัคร์คนขับ มีการตลาดบนสื่อ online

ประเด็นนี้จริงๆ มีมานานแล้ว ทาง TIJ ก็เคยเขียนถึงตอนที่เป็นประเด้นเรื่อง Uber  ในวันนั้น ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราบอกว่าการเข้ามาของ Uber เป็นเหมือนข้อสอบแรกของภาครัฐในการปรับตัวตาม Digital Economy ที่รัฐบาลโม้นักโม้หนาว่าอยากจะสร้างให้เกิดในไทย ซึ่งการที่จนถึงวันนี้ Uber ก็ยังผิดกฏหมายอยู่ และในวันนี้มี Grab Bike และ Uber Moto มาเพิ่มใน blacklist เข้าไปอีก แสดงให้เห็นว่านอกจากรัฐบาลจะสอบตกข้อสอบแรกไปแล้ว ไม่มีการปรับตัว ไม่มีการพัฒนา จนวันนี้สอบตกไปอีกสองข้อ

ทำไมเราถึงมองว่าการแบนบริการเหล่านี้ถึงเป็นความล้มเหลว? เพราะมันคือการขัดต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคโดยตรง

ในทั้งสองกรณี จะสังเกตุได้ชัดว่ากรมการขนส่งทางบกไม่สามารถพูด (และไม่เคยพูด) ว่าการยุติการให้บริการเหล่านี้นั้นเป็นประโยชน์กับผุ้บริโภค ข้อกล่าวหาหลักคือ “มีพฤติกรรมแย่งผู้โดยสารจากวินจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้อง สร้างความไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายและเข้าสู่ ระบบการจัดระเบียบของ คสช.”

ทำไมไอ้คำว่า แย่งลูกค้า กลายเป็นเรื่องไม่ดีไปได้? อย่างกับว่าการแย่งลูกค้าคือสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าไม่มีการแข่งขันเพื่อแย่งลูกค้า ธุรกิจเกิดใหม่ต้องไปหาลูกค้ารายใหม่ ห้ามมาแย่งจากรายเก่า? จะให้เกิดได้อย่างไร? แต่ละวงการจะมีการพัฒนาได้อย่างไร? การไปมองที่การแย่งลูกค้าเป็นการมองปลายเหตุอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เราควรมองที่ต้นเหตุ คำถามที่เราต้องถามคือ “ทำไมผู้ให้บริการใหม่ๆ เหล่านี้ถึงเข้ามาแย่งลูกค้าของผู้ให้บริการรายเก่าได้?” เป็นเพราะลูกค้าแค่ไม่ชอบขี้หน้าของคนเก่าหรอ? มันไม่ใช่! เราทุกคนในฐานะผู้บริโภคย่อมทำตามประโยชน์ของตัวเอง ถ้าเราเปลี่ยนผู้ให้บริการ เป็นเพราะผู้ให้บริการรายเก่าไม่ถูกใจเรา มีปัญหาที่เราไม่พอใจ และผู้ให้บริการรายใหม่เขาเป็นประโยชน์ต่อเรามากกว่า การสั่งไม่ให้ผู้บริโภคเลือกผู้บริการรายใหม่คือการบังคับให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งต้องใช้บริการที่เขาพอใจน้อยกว่า

ปัญหาความไม่เสมอภาคในการให้บริการเป็นปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเอง (แปล: รัฐสร้างขึ้นมาให้ประเทศ) การที่สั่งยุติบริการใหม่ เพื่อให้เหลือไว้เพียงบริการเดิมที่ตัวเองควบคุมอยู่นั้น การกระทำดังกว่าคำพูดเสมอ และการกระทำของภาครัฐชัดเจนว่า การสร้างตลาดรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ผูกขาดด้วยมาตรการรัฐ สำคัญกว่า การสร้างตลาดรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีการแข่งขันเสรีมากขึ้น

ถ้าภาครัฐจะทำเช่นนี้ภาครัฐต้องสามารถอธิบายให้ได้ว่าทำไมการบังคับให้ผู้บริโภคมีแค่ทางเลือกเดียว คือผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ และผู้ผูกขาดตลาด นั้นดีกว่าการปล่อยให้ผู้บริโภคเลือกจากผู้ให้บริการหลายๆ เจ้า และให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินว่าใครจะอยู่ใครจะไป

ถ้ามองภาพใหญ่ ปัญหานี้ยิ่งดูน่าเป็นหวง เพราะนี่คือผู้ให้บริการใหม่แค่สองราย ในตลาดแค่สองตลาด ถ้าแค่นี้เรายังไม่ยอมปรับตัวไม่ได้ ในอนาคตที่เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนหลายๆ อุตสาหกรรมมากขึ้น เราจะไว้ใจให้รัฐบาลนำเราไปสู่ Digital Economy จริงๆ หรือ? ถ้ารถพลังงานไฟฟ้าเข้ามาเต็มตัว มันจะถูกแบนข้อหาทำให้ปั๊มน้ำมัน และเด็กปั๊ม ต้องล้มละลาย ต้องตกงานไหม? ถ้ารถขับเองได้เข้ามาเราจะแบนมันเพราะไม่ต้องการให้คนรับจ้างขับรถตกงานไหม? มองออกไปไกลกว่านี้อีกหน่อย ถ้าหุ่นยนต์เข้ามาผลิตของในโรงงานได้ เราจะแบนเพื่อไม่ให้มันเข้ามาแย่งงานคนงานไหม?

ไม่มีใครรู้อนาคตได้ สำหรับประเทศแต่ละประเทศ สิ่งเดียวที่ทำได้คือมีความพร้อมที่จะปรับตัว ในวันนี้รัฐบาลไทยมีเพียงแค่มุมมองของอนาคตในหัวตัวเอง ว่าสิ่งที่อยากให้เกิดเป็ยอย่างไร ซึ่งเป็นอนาคตของที่อยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ ยังไม่มีท่าทีว่าภาครัฐสามารถปรับตัวให้เข้ากับทิศทางเศรฐกิจที่อาจจะแตกต่างออกไป

นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดมาเมื่อวาน และที่แน่ๆ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่รู้ว่าจะเกิด ทุกคนที่อยู่ในวงการนี้มองเห็นมาแต่ไกล ทั้ง Uber และ Grab เปิดบริการในหลายๆ ประเทศ และ Sharing Economy ก็กำลังโตสุดๆ มันไม่ใช่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เจอกับปัญหานี้ ไม่สามารถเรียนรู้จากใครได้ เวลาผ่านมาเป็นปี การที่วันนี้เรายังไม่พร้อมต้อนรับเขาเข้ามา เป็นตัวบ่งชี้ว่าภาครัฐเราไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แม้เห็นๆ อยู่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย จริงๆ แล้วเรื่องในวันนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น

ทางเดียวที่ภาครัฐจะได้ความไว้วางใจคือต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน ในการปรับตัว ปรับทิศทาง ต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการ

จนกว่าเราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น รัฐบาลอยากโม้เรื่อง Digital Economy ก็โม้ไป แต่ใครจะเชื่อก็ต้องให้ศรัทธาเท่านั้น เพราะเหตุให้ต้องเชื่อ แทบไม่มีให้เห็นอยู่เลย

ภาพจาก macthai.com

 

Share on Facebook0Tweet about this on Twitter0Share on Google+0Share on LinkedIn0